Untitled Document
   
    l   ผู้ชมออนไลน์  : 290 คน
 
    หน้าหลัก | ที่เที่ยวแนะนำ | ที่พักแนะนำ | ที่กิน-ดื่มแนะนำ | จุดกางเต็นท์ - ชมทะเลหมอก - อุทยาน | บริษัททัวร์ - รถเช่า | แผนที่เชียงราย | จัดโปรแกรมทัวร์ | จองที่พัก |
Untitled Document
Tourismchiangrai.com
แหล่งท่องเที่ยวแนะนำ
 
ตรงนี้น่าสนใจ
ประวัติเมืองเชียงราย
รวมภาพแหล่งท่องเที่ยวเชียงราย
ตำนานพระธาตุ 9 จอม
พระเชียงแสน
ประวัติพ่อขุนเม็งรายมหาราช
49 ศิลปินล้านนาไทย
หมู่บ้านชาที่เชียงราย
ชนเผ่า / ชาวเขา ใน จ.เชียงราย
พระบรมสารีริกธาตุ
 
 
 
บทความ เกร็ดความรู้ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว ที่น่าสนใจ
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน4)

จังหวัดพะเยา

4.) ยุคหลังรับศาสนา
(หลังพุทธศตวรรษที่ 19 หรือหลัง พ.ศ.1800)
-------------------------------------------------
 

เมืองพะเยา

ดังกล่าวมาแล้วว่าพัฒนาการของเมืองพะเยาเกี่ยวข้องกับกลุ่มชนอย่างน้อย 2 พวก คือ พวกที่สูงกับพวกที่ราบ ต่อมาคนทั้ง 2 พวกประสมกลมกลืนกันทางสังคมและวัฒนธรรม แล้วสืบเชื้อสายกลายเป็นบรรพบุรุษของผู้ก่อตั้งเมืองพะเยา

 เมืองพะเยา

เมืองพะเยามีพัฒนาการมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 18 (ก่อน พ.ศ. 1700) ต่อมาจึงเป็นศูนย์กลางของแคว้นพะเยา นับเป็นรัฐอิสระร่วมสมัยกับแคว้นสุโขทัย และแคว้นเชียงแสน – เชียงรายสมัยพุทธศตวรรษที่ 19 (หลัง พ.ศ. 1800)
เมืองพะเยาตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำอิง (หรือแม่น้ำสายตา) ปลายเทือกเขาภูกามยาว (หรือดอยชมพูหรือดอยด้วน) มีหนองเอี้ยง (ปัจจุบันคือกว๊านพะเยา)เป็นแหล่งน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์
ชื่อเมืองพะเยามีหลักฐานเก่าที่สุดอยู่ในศิลาจารึกวัดศรีชุม สมัยสุโขทัย (ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2 เขียนว่า “พยาว”
ในสมุทโฆษคำฉันท์ (วรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น) เขียนว่า “พยาว” อยู่ในตอนเล่นเบิกโรงหนังใหญ่เรื่องลาวกับไทยฟันดาบว่า

0 กูนี้เนื้อลาว
แต่ยังพยาว บมีผู้ปาน
เขาขึ้นชื่อภู ชื่อเสียงไกรหาญ
ปานปล้นเมืองมาร ขุนมารหักหัน

ปัจจุบันเขียนว่า “พะเยา”

ยังไม่พบหลักฐานว่าชื่อ “พยาว” สมัยเริ่มแรกเป็นภาษาอะไร ? และมีความหมายอย่างไร? แต่สมัยหลัง ๆ มีคำอธิบายอยู่ในเอกสารว่าชื่อเมือง “พะเยา” หรือ “พยาว” มาจากชื่อเทือกเขา “ภูกามยาว”
ภูกามยาว บางทีเรียกว่า “ภูยาว” –“ดอยชมพู” – “ดอยด้วน” เป็นเทือกเขาที่ทอดยาวจากทิศเหนือลงไปทิศใต้ เริ่มจากบริเวณที่ราบเขตอำเภอพานจังหวัดเชียงราย อันเป็นเขตติดต่ออำเภอแม่จันจังหวัดพะเยา
หัวดอยที่อำเภอพานมีลักษณะตั้งชันคล้ายถูกตัดให้ด้วน ซึ่งแตกต่างจากดอยลูกอื่น ๆ ในละแวกเดียวกัน ชาวบ้านจึงเรียก “ดอยด้วน” แต่เอกสารประเภทตำนานและพงศาวดารเรียก “ภูกามยาว” หรือ “ภูยาว”
ประเพณีฝ่ายล้านนามักเรียกจอมเขาว่า “ดอย”เช่น ดอยสุเทพ ดอยตุง ฯลฯ แต่ฝ่ายล้านช้างมักเรียก “ภู” เช่น ภูสี ภูกระดึง ฯลฯ ฉะนั้นชื่อดอยชมพูหรือดอยด้วนจึงน่าจะเป็นชื่อพื้นเมืองดั้งเดิม ส่วนชื่อภูกามยาวหรือภูยาวเป็นชื่อสมัยหลังเรียกตามพื้นเมืองล้านช้าง
ทิวเขาดอยด้วนหรือภูกามยาวจะทอดยาวลงไปทางทิศใต้ แล้วค่อย ๆ ลาดต่ำลงเรื่อย ๆ จนถึงบริเวณที่ตั้งจังหวัดพะเยาอันเป็นที่ราบริมน้ำแม่อิงหรือแม่น้ำสายตาจึงสิ้นสุดทิวเขา


พญางำเมือง

กษัตริย์เมืองพะเยาองค์แรกที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีองค์จริงในประวัติศาสตร์คือพญางำเมืองที่ตำนานต่าง ๆกล่าวว่าเป็นเชื้อวงศ์ขุนจอมธรรม – ขุนเจือง
เหตุที่ได้นามว่า “งำเมือง” มีกล่าวไว้ในตำนานว่า “ท่านไป ณ ที่ใด ที่นั้นแดดก็บ่ร้อน ฝนก็บ่ร่ำ ท่านจักใคร่ให้บดก็บด จักใคร่ให้แดดก็แดด เหตุดังนั้นจึงขึ้นชื่อว่างำเมือง”

“เครือญาติ” และ “สหาย”

พญางำเมือง เป็น “เครือญาติ” กับพญามังรายและเป็น “สหาย” กับพระร่วง (หรือพ่อขุนรามคำแหงแคว้นสุโขทัย) ดังมีคำบอกเล่าในรูปของตำนานและนิทานท้องถิ่นเรื่องต่าง ๆ เช่น
ตำนานเล่าว่าพญางำเมืองเริ่มเรียนวิชากับฤาษีองค์หนึ่งชื่อเทพ (หรือเทพอิสี) อยู่ดอยด้วน เมืองพะเยาหลังจากนั้นเดินทางไปเรียนต่อกับสุกทันตฤาษี ณ กรุงละโว้ ครูเดียวกับพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย
หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์กล่าวว่า เมื่อ พ.ศ. 1831 กษัตริย์ 3 พระองค์คือ พญามังราย พญางำเมือง และพระร่วง “นัดประชุมกันในสถานที่นัดแนะการชนะ (ประตูชัย) ผูกมิตรภาพซึ่งกันและกันแน่นแฟ้น” หลักจากนั้นอีก 5 ปี พญามังรายก็ทำสงครามยึดได้เมืองหริภุญไชย (ลำพูน)
เหตุการณ์ “นัดประชุม” ยังสะท้อนในตำนานที่เกี่ยวข้องกับนางเทวีพญางำเมือง (พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน – อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 61)ดังนี้

พระร่วงปลอมเป็นพระยางำเมือง

ครั้งนั้น พระร่วงคิดถึงงำเมืองผู้เป็นเกลออยู่เมืองพะเยา ก็เสด็จออกจากสุโขทัยไปเยื่ยมดูงำเมือง
ครั้นถึงเมืองพะเยาแล้วก็สนทนากันด้วยถ้อยคำต่าง ๆ
พระร่างแลเห็นนางเทวีของงำเมืองมีรูปร่างงดงามบริสุทธิ์ดุจดั่งนางเทพธิดา พระร่วงปรารถนาจะเพียรพยายามเอาให้สมหวัง
ยังมีคือหนึ่ง พระร่วงก็แต่งตัวให้เหมือนงำเมืองแล้วเข้าไปถึงที่นอนของนางนั้น ก็ทำสมพาสด้วยนางพระยา
ฝ่ายว่านางไม่รู้ ก็หวังใจว่างำเมือง ก็นิ่งเสีย
ครั้นพระร่วงกระทำกามคุณด้วยนางแล้ว ก็รีบออกจากห้องนาง
มิช้านานทันใดนั้นงำเมืองก็เข้าไปหานางอีก
ฝ่ายนางเทวีก็ว่าในคืนนี้ดูแปลกประหลาดนักพระองค์เข้าห้องหม่อมฉัน 2 ครั้ง
ฝ่ายงำเมืองพิจารณาดูก็เข้าใจได้ว่า นอกนากพระร่างแล้วไม่มีใครจะแปลกปลอมมาได้ พระร่างคิดกบฏต่อกูแล้ว

จับพระร่วง

ครั้นรุ่งเช้างำเมืองก็เรียกรี้พลสุรเสนามาประชุมเหตุว่าจะจับเอาพระร่วงให้ได้ ฝ่ายพระร่วงก็รู้ได้ว่าท่านจะจับตน ก็จำแลงเพศเป็นนกขุนทองคือนกเอี้ยงบินไป ฝ่ายงำเมืองก็ตั้งอธิษฐานอินทร์พรหมตามความสัตย์ได้ตั้งไว้ด้วยกัน แล้วแสกมนต์ไป
ฝ่ายว่านกนั้นอ่อนกำลัง ก็ตกลงในหนองนั้นหนองนั้นึงได้ชื่อว่าหนองเอี้ยงจนเท่าทุกวันนี้ มีในแขวงเมืองพะเยานั้นแล
แล้วนกนั้นก็กลับเป็นโคแดงโดดไปในสระแห่งหนึ่ง อ่อนกำลังเสียในที่นั้น สระนั้นจึงได้ชื่อว่าหนองวัวแดงจนเท่าทุกวันนี้ พอคนทั้งหลายจะใกล้ทัน วัวนั้นก็กลับเป็นตุ่นดันเข้าดินไป
ฝ่ายงำเมืองก็เสกเสียมด้วยทิพมนต์ขุดด้วยทันใดจำเพาะที่นั้นเป็นตีนเขาหินเข็งเหลือเกิน ตุ่นตัวนั้นดันไม่ไหว ท้าวงำเมืองจังได้เป็นพระร่วงขึ้นมา แล้วให้พะทำมะรงจำคุกไว้ จัดให้ยายแก่ผู้หนึ่งอุปัฎฐากสำรับกับข้าวทุกเวลา
ยังมีวันหนึ่ง ยายแก่ผู้นั้นไม่มีกับข้าวจะใส่สำรับให้พระร่างเสวย ยายก็แลเห็นไม่ตาหีบ คือตับปิ้งปลาอันหนังปลาติดอยู่นั้น ก้เอาใส่สำรับไปให้พระร่วงเสวย
พระร่วงเห็นดังนั้นก็มีความน้อยใจ หนักอกพูดไม่ออก ก็รำพึงว่า โอ้ตัวกูหนอจะมาสิ้นชีพเสียที่นี่หรือว่าไร ยายผู้นี้มาดูถูกกูถึงปานนี้ แล้วท่านก็ตั้งอธิษฐานขึ้นว่า ถ้าและอายุข้าพเจ้าจะยึดยาวต่อไปข้างหน้านมนาน จะได้เป็นท้าวพระยาอย่างเดิมนั้นจงให้ไม้ตาหีบนี้ออกรากออกใบขึ้นเดี๋ยวนี้
ว่าแล้วก็เอาไม้ตาหีบปักลงดิน ไม้ตาหีบก็ออกใบขึ้นในทันใดนั้น จึงได้ชื่อว่าไม้ตาหีบพระร่วงมาจนทุกวันนี้ ที่พระร่วงจำแลงเพศเป็นตุ๋นดันเข้าดินไปนั้นจึงได้ชื่อว่าบ้านตุ่นจนถึงทุกวันนี้ ที่งำเมืองเอาเสียมขุดตามหาตุ่น รอยขุดนั้นเป็นร่องไป ต่อภายหลังน้ำเดินได้ คนทั้งหลายจึงเรียกกัน ว่าน้ำแม่ตุ่นต่อมาเท่าถึงทุกวันนี้

พระยามังรายตัดสินคดี

ฝ่ายท้าวงำเมืองก็ใช้ราชสาสน์ไปเชิญพระยามังรายผู้เป็นเกลอมาพิจารณาดูเหตการณ์ที่พระร่วงคิดนอกใจ
ฝ่ายพระยามังรายก็เสด็จมาด้วยเสนาบดีทั้ง 4 และข้าราชการทั้งปวงมาพักอยู่บ้านเชียงหมั้น
ฝ่ายท้าวงำเมืองและเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ก็พากันเอาพระร่วงไปสู่พระยามังราย
พระยามังรายก็ชี้แจงแสดงความผิดและชอบหลายประการต่าง ๆ ให้พระยาทั้งสองฟังเพื่อจะตัดความโทสะโมหะของพระยาทั้งสองให้เป็นเกลอเป็นมิตรกันต่อไปอย่างเดิม ตัดสินให้พระร่วงเสียทองคำหนักเท่าตัวนางให้งำเมือง แล้วพาเอางำเมืองและพระร่วงทั้งสองไปในบ้านแห่งหนึ่ง ตั้งให้เป็นสหายกันเหมือนเก่าตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านเกณฑ์เท่าถึงทุกวันนี้แล
แล้วเอาพระยาทั้งสองลงไปแม่น้ำสายตา แล้วให้เอาหลังพิงหรืออิงแม่น้ำสายตาอยู่แล้วพระยามังรายก็ให้โอวาทว่า ตั้งแต่นี้ภายหน้าท่านทั้งสองอย่าคิดคดกบฏร้ายด้วยกันต่อไป แล้วก็ให้พระยาทั้งสองถือน้ำพิพัฒน์สาบานต่อกันไว้
ท้าวทั้งสองลงอิงอยู่น้ำนั้น แม่น้ำนั้นจึงได้ชื่อว่า ท่าแห่จนถึงเท่าทุกวันนี้
ที่พระยามังรายตั้งโรงศาลหรือกว๊านที่เอาท้าวทั้งสองไปตัดสินความนั้น ตำบลนั้นจึ่งได้ชื่อว่าบ้านกว๊านจนเท่าถึงทุกวันนี้แล
เมื่อราษฎรทั้งหลายไปคอยฟังคำตัดสินพระร่วงนั้น ไปประชุมกันอยู่ตำบลหนึ่ง หรือป้อกันอยู่ก็ว่าตำบลนั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านป้อจนถึงทุกวันนี้แล
ฝ่ายงำเมืองก็ปุจฉาด้วยมังรายว่าพระร่วงนี้บิดาของเธอชื่อพระยาลือ ฝ่ายมารดาก็เป็นผีเสื้อ เธอดูมีฤทธิ์มาก จำแลงเพศเป็นอย่างใดก็ได้ เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะคืนทองคำหนักเท่าตัวนางให้เธอดีหรือไม่
ฝ่ายมังรายก็ว่าตามใจท่านเทอญ ฝ่ายงำเมืองก็คืนทองคำให้พระร่วงดังเก่า แล้วเอากันเป็นมิตรต่อไป

พระร่วงเป็นชู้ - จริง ๆ หรือ?

เหตุการณืพระร่วงเป็นชู้นางเทวีพญางำเมืองนี้ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร เข้าใจว่าเขียนขึ้นเพื่อเสริมบารมีพญามังราย โดยถือว่าเป็นชู้เป็นโลกวิสัย แล้วอธิบายต่อไปอีกดังนี้
แต่ความจริงนั้นพระร่วงอาจมิได้ทรงกระทำผิดดังกล่าวเลยก็เป็นได้ เพราะถ้าจะอ่านเรื่องเดียวกันนี้จากพงศาวดารน่านจะได้ความว่า พญางำเมืองทรงหยอกนางอั้วสิมว่า แกงใสน้ำมากเกินไป นางอั้วสิมก็โกรธอย่างเดียวกับข้อความในตำนานเชียงใหม่ แต่นางอั้วสิมไปได้เสียกับเจ้าเมืองปราด ซึ่งเป็นโอรสกษัตริย์นาน และต่อมาได้ครองเมืองน่านชื่อพญาผานองซึ่งเป็นปู่ของพญาผากอง (ในจารึกหลักที่ 45 ปู่หลานสบถกัน เรียกพญาผานองว่าผากอง และหลานก็ชื่อผากองด้วยเช่นกัน น่านและสุโขทัยสมัยนั้นนิยมน้ำชื่อปู่มาตั้งเป็นชื่อหลานเพื่อเป็นสิริมงคลเช่นพระเจ้าเลอไทยมีหลานชื่อว่าเลอไทย และพระเจ้าลิไทยหรือลือไทยมีหลานขื่อว่าพระเจ้าไสยลือไทย)
จึงเห็นได้ว่าผู้เป็นชู้กับนางเทวีเป็นกษัตริย์น่านไม่ใช่พระร่วง
อนึ่งน่าสังเกตว่าจารึกหลักที 45 กล่าวถึงบรรพบุรุษของพระเจ้าไสยลือไทยของสุโขทัยมีชื่อพ่องำเมืองอยู่ในชั้นพ่อหรือชั้นอาว์ด้วย ตามธรรมเนียมที่นำชื่อบรรพบุรุษมาตั้งเป็นชื่อหลานเหลนนั้น ทำให้น่าเชื่อว่ากษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงองค์ใดองค์หนึ่งน่าจะได้แต่งงานกับธิดาของพระยางำเมือง จึงได้นำเอาชื่อบรรพบุรุษสายพะเยามาตั้งเป็นชื่อของหลานหรือเหลนในราชวงศ์พระร่วง ดูจะสมเหตุผลมากกว่าเรื่องพระร่วงเป็นชู้กับนางเทวีของพญางำเมือง
สรุปว่าเชื้อสายของกษัตริย์น่านคงจะเกี่ยวดองกับกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงมาแต่ต้น พงศาวดารทางเหนือจึงเรียกพญาผานองเป็นพระร่วงไปด้วยฉะนั้นพระร่วงที่เป็นชู้กับนางอั้วเทวีพญางำเมืองจึงมิใช่พ่อขุนรามคำแหงแต่ประการใด (เก็บความจากเรื่อง “สามัคคีธรรมสามกษัตริย์” และเรื่อง “สัมพันธภาพระหว่างราชวงศืพระร่วงกับราชวงศ์น่าน” ในหนังสือ “งานจารึกและประวัติศาสตร์ ของประเสริฐ ณ นคร” รวบรวมและจัดพิมพ์เนื่องในโอกาสฉลองอายุ 6 รอบ ศาสสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร เมื่อ 21 มีนาคม 2534 )

พันธมิตรทางการเมือง

แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับพญามังราย พญางำเมือง กับพระร่วง ที่ปรากฏในนิทานตำนาน และพงศาวดารนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง ดังเรื่องพระร่วงเป็นชู้ แต่เป็นเพียงร่องรอยจำคำบอกเล่าที่สะท้อนให้เห็นความเคลื่อนไหวทางการเมืองและการสงครามที่กลุ่มพญามังรายแห่งแคว้นเชียงรายกลุ่มพญางำเมืองแห่งแคว้นพะเยา และกลุ่มพระร่วงแห่งแคว้นสุโขทัย ทำความตกลงเป็น “พันธมิตรทางการเมือง” เพื่อวางแผนยึดคอรงแคว้นหริภุญชัย (ลำพูน) บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
ทั้งนี้โดยใช้เมืองพะเยาเป็นศูนย์กลางของพันธมิตร เพราะอยู่กึ่งกลางระหว่างแคว้นเชียงรายกับแคว้นสุโขทัย หลักฐานที่น่าเชื่อถืออยู่ในเอกสารโบราณชื่อ “ชินกาลมาลีปกรณ์” ระบุว่าหลังจาก 3 กษัตริย์ประชุมผูกมิตรกันแล้วก็เริ่มปฏิบัติการรุกรานแคว้นหริภุญชัยจนสำเร็จ ดังมีข้อความต่อไปนี้
“จุลศักราช 649 (พ.ศ. 1831) กษัตริย์ 3 พระองค์ คือ พระเจ้ามังราย 1 พระเจ้างำเมือง 1 พระเจ้าโรจ 1 เป็นพระสหายกัน นัดประชุมกันในสถานที่นัดแนะการชนะ (ประตูชัย) ผูกมิตรภาพซึ่งกันและกันแน่นแฟ้น แล้วต่างก็เสด็จกลับเมืองของตน ๆ ตำนานเดิมปรากฏดังนี้ จากนั้นอีก 2 ปี พระเจ้ามังรายได้ส่งเจ้าอ้ายให้เป็นไส้ศึกในหริปุญชัย ลำดับนั้นพระเจ้ามังรายซึ่งมีพระชนมายุ 53 ปี ในปีมะโรง จุลศักราช 654 (พ.ศ.1836) พระองค์มีทหาร 12 แสน แวดล้อมเสด็จมาหริปุญชัย ทรงทำสงครามกับพระเจ้าญี่บาขับไล่พระเจ้าญี่บาหนีไปแล้ว ทรงได้ชัยชนะโปรดให้ยกเศวตฉัตรขึ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแคว้นโยน (โยนก)ทั้งสิ้นและในหริปุญชัย จากนั้นพระองค์ทรงสร้างนครเชียงใหม่ในท้องที่ระหว่างภูเขาอุจฉุคิรี (ดอยสุเทพ) กับแม่น้ำพิงค์…” (ชินกาลมาลีปกรณ์) ฉบับแปลโดยศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสง มนวิทูร เปรียญ-พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2517)

พญางำเมืองร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่

สรุปว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 (หลัง พ.ศ. 1800) พญามังรายแห่งเมืองเชียงรายเริ่มกระบวนการรวมบ้านเมืองแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชียงราย – พะเยากับที่ราบลุ่มเชียงใหม่ – ลำพูนเข้าด้วยกัน
ในที่สุดก็ยกองทัพไปยึดครองเมืองหริภุยไชย (ลำพูน) และเขลางค์ (ลำปาง) แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางอำนาจที่ลุ่มน้ำแม่ปิง
มีศิ่ลาจารึกระบุว่าพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยากับพระร่วงเมืองสุโขทัย เสด็จไปร่วมพิธีสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 1839 ด้วย ดังเรื่องสร้างพระเจดีย์วัดเชียงมั่นอันเป็นวัดสำคัญกลางใจเมืองว่า
“ศักราช 658 ปีรวายสัน เดือนวิสาขะ ออก 8 ค่ำ วัน 5 ไทยเมิงเปล้า ยามแตรรุ่งแล้วสองลูกนาทีปลายสองบาท นวลัคนา เสวยนวางศ์ พฤหัสในมีนราศีพญามังรายเจ้าและพญางำเมือง พญาร่วง ทั้งสามคนตั้งหอนอน ในที่ชัยภูมิราชมนเทียร ขุดคือก่อตรีบูรทั้งสี่ด้าน และก่อพระเจดีย์ทัดที่หอนอน บ้านเชียงมั่นในขณะยามเดียวนั้นที่นั้นลวดสร้างเป็นวัดหื้อทานแก่แก้วทั้งสาม ใส่ชื่อว่าวัดเชียงมัน… “ (ศิลาจารึกวัดเชียงมั่น จังหวัดเชียงใหม่ – พิมพ์อยู่ในประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3 สำนักนายกรัฐมนตรี 2508)
เมื่อจะสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ พญามังรายจึงว่า “กูจักสร้างบ้านแปงเมืองอันใหญ่แท้ ควรกูไปเชิญเอาพระยางำเมือง พระยาร่วงอันเป็นสหายกูมาควรแล ว่าอั้น ก็ใช้ให้ไปเชิญเอาสหายตนคือ พระยางำเมือง พระยาร่วงมานั้นแล … กันพระยาทั้งสองมาถึงแล้ว ก็เอากันตั้งเปงวินัจยคือสนามที่ใกล้แห่งชัยภูมิ์ เพื่อหื้อเป็นที่พร้อมเพรียงกับด้วยกัน พระยามังรายก็มาพร้อมกับพระยาทั้งสอง แล้วกล่าวว่า ในฐานที่นี้มีฟานเผือกสองตัวแม่ลูกอยู่ในลอมหญ้าคาที่นี้แม่นหมากและคนทังหลายบ่อาจจักกระทำร้ายได้เป็นชัยภูมิ์อันวิเศษแท้แล ช้าก็มักใครสร้างเวียงที่นี้..”
(ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ – สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2514)

ตอนนี้แหละทิ่เริ่มความเป็น “ล้านนา”

รุกรานเมืองน่าน

ขณะที่พญางำเมืองปกครองเมืองพะเยาเป็นแคว้นอิสระอยู่นั้น ได้มีศรัทธายอมรับคติพระพุทธศาสนาจากเมืองหริภุญไชยไปประดิษฐานในเมืองพะเยาด้วย จากนั้นได้ขยายอำนาจไปยึดครองเมืองน่าน
อาจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล อ้างตำนานเมืองน่านกล่าวถึงพญางำเมืองส่งกองทัพไปยึดเมืองปัว แล้วส่งชายาองค์หนึ่งชื่อนางอั้วสิมพร้อมกับเจ้าราชบุตรอามป้อมไปครองเมืองปัว ก่อนพญางำเมืองไปยึดเมืองปัวนั้น พญาเก้าเกลื่อนเจ้าเมืองปัวทิ้งเมืองปัวไว้ให้ชายาคือแม่ท้าวคำพินดูแล พญางำเมืองอาศัย่จังหวะนั้นเองเข้ามายึดเมืองปัว แม่ท้าวคำพินหนีออกจากเมืองไป และระหว่างที่หนีเข้าป่านางคลอดราชบุตร “ท้าวผานอง” เมื่อ่ราชบุตรเติบโตได้กินเมืองประหลาดซึ่งอยู่ภายใต้อำนาจของเมืองพะเยา
นางอั้วสิมและราชบุตรอามป้อมไปเยี่ยมหาพญางำเมืองที่เมืองพะเยา เมื่อจะลากลับเมืองปัวนางอั้วสิมแกงถวาย พญางำเมืองกล่าวว่า “แกงควายก็ยังหวานแก่ เท่าว่าน้ำนักหั้นนาว่าอั้น” นางอั้วสิมโกรธกลับไปเมืองปัว นางทิ้งพญางำเมืองแล้วไปหาพระสวามีใหม่ คือทท้าวผานอง พญางำเมืองยกทัพไปรบเมืองปัว แต่พ่ายกลับมา นางอั้วสิมมีราชบุตรกับท้าวผานองชื่อพญาครานเมืองหรือพระยาการเมืองผู้สร้างเวียงแช่แห้งและส่ร้างพระธาตุแช่แห้ง(หนังสือสรุปผลการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “พะเยา : วิถีชีวิตและภูมิปัญญา” – จัดพิมพ์โดยนำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ มิถุนายน 2537 หน้า 53 )
พงศาวดารเมืองน่านเล่าเรื่องพญางำเมืองใช้กำลังรวมเอาเมืองน่านเข้าไว้ในอำนาจ แต่ไม่นานเท่าไรเมืองน่านก็แข็งข้อแล้วประกาศแยกเป็นอิสระได้

เมืองพะเยาถูกพนวกเข้าล้านนา

ครั้นสิ้นยุคพญางำเมืองกับพญามังรายแล้วเมืองพะเยาก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นล้านนาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (หลัง พ.ศ. 1800 ) มีเรื่องราวว่าพญาคำฟูแห่งเมืองเชียงแสน (หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ว่าครองราชย์อยู่ระหว่าง พ.ศ. 1877 – 1879 ) คบคิดกับเจ้าเมืองน่านทำศึกขนาบเมืองพะเยา แต่พญาคำฟูยึดเมืองพะเยาได้ก่อนเมืองน่าน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่เล่าว่า
“ยามนั้น ศักราชได้ 700 ตัว ปีเปิกปี พระยาคำฟูใคร่เสวยเมืองเชียงแสน อยู่บ่นานเท่าใด พระยาคำฟูหื้อไปชวนพระยากาวน่าน มารบพระยางำเมืองเมืองพะยาว พระยาทั้งสองก็เอาริพลคนศึก เข้าปล้นเอาเวียงพระยางเมืองทั้งสองเวียง พระยางำเมืองออกหนีได้ บ่าวพระยาคำฟูได้ของดี เป็นต้นว่า แก้ว แหวนเงินคำมาถวายแก่เจ้าคำฟู..”
เหตุการณ์ตอนนี้ พระยาประชากิจกรจักร (แช่มบุนนาค) เล่าไว้ในพงศาวดารโยนก ความว่า พระยาคำฟูชวนพระยากาวน่านเข้าสมทบกองทัพกันไปรบเมืองพะเยา
ยามนั้นพระยาคำฤาบุตรพระยาคำแดง (สุวรรณสามราช) เป็นเจ้าเมืองครองเมืองพะเยาเป็นลำดับที่ 14 ตั้งแต่ขุนจอมธรรมเป็นต้นมา และเป็นลำดับที่ 3 ตั้งแต่พญางำเมืองมา
ครั้งนั้นกองทัพพระยาคำฟูเข้าเมืองพะเยาได้ก่อน ได้ผู้คนช้างม้าและทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก ก็มิได้แบ่งปันให้พระยากาวน่าน พระยากาวน่านขัดใจจึงยกกองทัพเข้ารบกับพระยาคำฟู ๆ เสียที ล่าทัพหนีกลับมาเมืองเชียงแสน กองทัพน่านยกเลยไปตีปล้นเอาเมืองฝางได้ พระยาคำฟูก็ยกกองทัพใหญ่ไปตีกองทัพน่านยังเมืองฝาง กองทัพเมืองน่านสู้กำลังไม่ได้ก็เลิกถอยกลับไปเมืองน่าน พระยาคำฟูก็เลิกทัพกลับมาเมืองเชียงแสน
นับแต่นั้นมา เมืองพะเยาก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนา แล้วถูกลดฐานะเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่กับเมืองเชียงราย

เจ้าสี่หมื่น (อาวเลี้ยง)เมืองพะเยา

หลังจากถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของล้านนาแล้ว เจ้าสี่หมื่น - เป็นนามบรรดาศักดิ์ที่พญาสามฝั่งแกนกษัตริย์ล้านนาที่เชียงใหม่ตั้งให้ ครองเมืองพะเยาตั้งแต่ พ.ศ.1845 จนถึง พ.ศ. 1954 ก็ยังเป็นเจ้าเมืองพะเยาอยู่
อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ชำระและอธิบายความจารึกเมืองพะเยาสรุปสาระสำคัญในจารึกพะเยา(ทะเบียน ลพ. 9 ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ดังนี้
พระยาสามฝั่งแกน (เจ้ามหาราช) พร้อมพระราชมาดา ครั้นได้ราชสมบัติเมืองเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ. 1945 แล้ว จึงทดแทนบุญคุณอาวเลี้ยงให้ไปเป็นเจ้าสี่หมื่นกินเมืองพะเยา ต่อมาเจ้าสี่หมื่นได้สร้างวัดสุวรรณมหาวิหาร และข้อที่ดินสำหรับวัดเจ้ามหาราชกับมหาเทวี (แม่) จึงหยาดน้ำอุทิศที่นาให้แก่วัดที่สร้างเมือปีรวงเหม้า พ.ศ. 1954
คำว่า “อาว ก็คือน้า และที่เรียกว่า “อาวเลี้ยง” ก็คือผู้ที่ดูแลอบรมสั่งสอนกษัตริย์พระองค์นี้มาโดยตลอด คู่มากับพระราชมาดาของพระองค์
การได้ราชสมบัติของพระเจ้าสามฝั่งแกนตั้งแต่พระชนมายะได้ 13 ขวบนั้น เป็นไปตามแผนการของ “อาวเลื้ยง” ซึ่งต่อมาก็ถูกต่อต้านจากเจ้ายี่กามกามที่เป็นพระเชษฐาต่างพระราชชนนี กล่าวคือ เจ้ายี่กุมกามยกพลจากเมืองเชียงรายที่ครองอยู่ไปตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ ซ้ำยังถูกปิดเส้นทางที่จะกลับคืนเมืองเชียงราย จึงต้องยกพลล่องใต้ไปพึ่งพระเจ้าไสยลือไทยแห่งกรุงสุโขทัย
ควรเป็นช่วงเวลานี้เองที่ “เจ้าหมื่นอาวเลี้ยง”ได้นามบรรดาศักดิ์เป็น “เจ้าสี่หมื่น” ให้ไปคองเมืองพะเยา และสามารถป้องกันเมืองพะเยาให้พ้นจากการโจมตีของกองทัพสุโขทัยที่พระเจ้าไสยลือไทยยกมาช่วยเจ้ายี่กุมกามได้ ดังมีเรื่องราวอยู่ในพงศาวดารโยนกว่า
“พระเจ้าไสยลือไทยก็ยกกองทัพหลวงขึ้นมาเพื่อจะตีเมืองนครพิงค์เชียงใหม่ให้แก่เจ้าท้าวย่กุมกามกองทัพกรุงสุโขทัยเดินทางแม่น้ำยมขึ้นไปตีเมืองพะเยาซึ่งอยู่ฝ่ายเหนือก่อน เมื่อเข้าประชิดเมืองพะเยานั้น ให้ปลูกหอเรือกสูง 12 วา ที่ตำบลหนองเต่า เพื่อจะเอาปืนขึ้นขึ้นยิงกวาดในเมืองให้ถนัด ฝ่ายข้างชาวเมืองพะเยาก็ไปรื้อเอาทองเหลืองกระเบื้องมุงหลังคาวัดมหาพนมาหล่อลำบู (ปืนใหญ่) เล่มหนึ่งใหญ่ 4 หนักสามล้านทองเสร็จแล้วเซ่นสรวงพลีด้วยกระบือเผือก 1 กระบือ แล้วก็บรรจุลูกกระสุนดินดำ ยิงไปทำลายหอเรือกนั้นเพลง พระยาไสยลือไทยเห็นร้ายจึงให้ท้าวยี่กุมกามนำทัพพลาดขึ้นไปทางบ้านแจ้พรานไปเมืองเชียงราย..”
ในช่วงนี้เองที่เมืองพะเยาได้รับยกย่องให้มีความสำคัญแทนเมืองเชียงราย
ต่อจากเจ้าสี่หมื่น อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ตรวจพบจากพงศาวดารโยนกว่าหมื่นมอกลองกินเมืองพะเยาเมื่อ พ.ศ. 1985 แล้วตายในการรบปีนี้

ยุทธิษฐิระจากสุโขทัย ครองเมืองพะเยา

พระเจ้าติโลกราช มหาราชล้านนา(เอกสารล้านนาระบุว่าครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 1985 – พ.ศ. 2031 ) ใช้เมืองพะเยาเป็นฐานกำลังขยายอำนาจเข้าครอบครคองเองแพร่และเมืองน่าน รวมทั้งทำสงครามกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. 1991 – พ.ศ. 2031 ) เพื่อ ชิงดินแดนแคว้นสุโขทัย
เหตุการณ์สงครามคราวนี้ทำให้เกิดวรรณคดีสำคัญเรื่อง “ยวนพ่าย” ดังมีโคลงดั้นตอนหนึ่งพรรณนา เหตุของสงครามระหว่างล้านนากับอยุธยาว่า

แถลงปางเมื่อลาวลง ชัยนาท นั้นฤา
เพราะยุทฐิษฐิระได้ ย่านยาวฯ

โคลงดั้นตอนนี้กล่าวถึง “ลาว” ยกกองทัพลงมาถึง “ชัยนาท” เพราะ “ยุทธิษฐิร” รู้เห็นเป็นใจด้วย
“ลาว” คือล้านนาสมัยพระเจ้าติโลกราช “ชัยนาท” คือเมืองสองแควที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นพิษณุโลก (เป็นผลงานการค้นคว้าของ ศาสตราจารย์ ดร. ประเสริฐ ณ นคร)
“ยุทธิษฐิระ คือใคร?
ยุทธิษฐิระ (หรือยุทธิษเฐียร) เป็นบุตรของพระยาราม (ภายหลังได้เป็นพระยาเชลียง) และเป็นนัดดากษัตริย์แคว้นสุโขทัยพระนามศรีสุริยวงศ์บรมปาลมหาธรรมราชาธิราช นับว่ายุทธิษฐิระมีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วง
ก่อนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะเสด็จเสวยราชสมบัติเป็นกษัตรย์กรุงศรีอยุธยา ทรงเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลก และเคยทรงสัญญาว่าถ้าได้เป็นกษัตริย์จะตั้งให้ยุทธิฐิระเป็นอุปราช แต่เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้วโปรดให้ตั้งเป็นพระยาสองแควครองอยู่ที่เมืองพิษณุโลกเท่านั้น ทั้งนี้อาจจะทรงเห็นว่ากษัตริย์เมืองสุโขทัยสมัยหลัง ๆ ก็ประทับอยู่ที่เมืองนี้ และพระองค์เองเมื่อทรงเป็นอุปราชก็เคยประทับอยู่ที่เมืองนี้เคย
แต่ยุทธิษฐิระไม่พอใจ ทำให้เกิดความขัดแย้งกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถอย่างรุนแรง
ราว พ.ศ. 1914 ยุทธิษฐิระลอบส่งสาสน์ไปทูลพระจ้าติโลกราชขอขึ้นกับเชียงใหม่กับนัดหมายให้พระเจ้าติโลกราชยกทัพมาตีเมืองปากยม เมืองสุโขทัย และเมืองซากังราวได้สำเร็จ เมื่อยกทัพกลับยุทธิษฐิระจึงอพยพครองครัวเมืองพิษณุโลกไปเข้าด้วยพระเจ้าติโลกราช และช่วยราชการสงครามทำประโยชน์ให้ฝ่ายล้านนา พระเจ้าติโลกราชจึงให้ยุทธิศ,ไปครองเมืองภูคา ต่อมาได้ครองเมืองพะเยาและควบคุมเมืองแพร่กับเมืองน่านอันเป็นเขตแดนประชิดแคว้นสุโขทัยทางแม่น้ำยมและแม่น้ำน่าน
อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ มีความเห็นว่าการที่ยุทธิษฐิระได้ครองเมืองพะเยาและมีผลประโยชน์เหนือเมืองแพร่ เมืองงาว และแคว้นกาวน่านนั้น เนื่องจากขณะนั้นเพิ่งจะรวมเอาดินแดนทั้งสามมาอยู่กับบ้านนาใหม่ ๆ ยุทธิษฐิระเองซึ่งเป็นเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงก็มีความสัมพันธ์กับเจ้าราชวงศ์เมืองน่านในการเป็นเครือญาติกันมาก่อน ดังนั้นการบำเหน็จดินแดนดังกล่าวให้ยุทธิษฐิระจึงเท่ากับเป็นแผนการในการปกครองดินแดนที่เพิ่งได้มาใหม่ของพระเจ้าติโลกราชอย่างชาญฉลาด
เมื่อเป็นเจ้าเมืองพะเยาแล้ว ยุทธิษฐิระได้สร้างเมืองพะเยาแห่งใหม่ สร้างวัดป่าแดงหลวง สร้างพระพุทธรูปที่เรียกกันภายหลังว่า “หลวงพ่อนาค” แล้วอันเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทร์มาประดิษฐ์ฐานด้วยนอกจากนั้นยังเชื่ออีกว่าได้อันเชิญรอยพระพุทธบาทมาจากแคว้นสุโขทัยด้วย


สร้างเมืองพะเยาแห่งใหม่

เรื่องยุทธิษฐิระครองเมืองพะเยามีศิลาจารึก(ทะเบียน ลพ.25 ) ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2017 เล่าถึงเจ้าสองแควเก่าซึ่งหมายถึงยุทธิษฐิระได้บรรดาศักดิ์เป็นเจ้าสี่หมื่นเมืองพะเยา และพระเจ้าติโลกราชยกขึ้นเป็นลูกครั้งนั้นจารึกเล่าว่ายุทธิษฐิระมาสร้างบ้านพองเต่าให้เป็นที่อยู่ใหม่
อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ อธิบายเรื่องยุทธิษฐิระสร้างบ้านพองเต่าว่า ที่ปลายดอยด้วนฟากตะวันออกของกว๊านพะเยา มีร่องรอยคูน้ำคันกำแพงดินเมืองพะเยาโบราณอยู่ติด ๆ กันอย่างน้อย 4 แห่งดังนั้นที่ยุทธิษฐิระมาสร้างบ้านพองเต่าให้เป็นที่อยู่นั้นจึงหมายถึงการสร้างเมืองพะเยาเป็นของพระอง๕เองขึ้นใหม่นั้นเอง และ 1 ใน 4 ของร่องรอยเมืองโบราณก็คือเมืองพะเบาที่ยุทธิษฐิระสร้างขึ้น
(มีรายละเอียดอยู่ใน – บทที่ 3 การศึกษาแหล่งโบราณคดีที่มีคู – คันดินล้อมรอบในบริเวณเมืองพะเยา – ในสารนิพนธ์เรื่อง “ การศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของกลุ่มชนชนโบราณที่มีคู – คันดินล้อมรอบในบริเวณเมืองพะเยา “ ของ วราวุธ ศรีโสภาค – เสนอต่อภาควิชาโบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรปีการศึกษา 2533 – และนำมาพิมพ์อยู่ท้ายเล่มนี้แล้ว)

วัดป่าแดงหลวง

เมื่อยุทธิษฐิระขึ้นมาครองเมืองพะเยา ได้นำศิลปและวัฒนธรรมแบบสุโขทัยมาเผยแพร่ด้วย ดังปรากฏในหนังสือ “ชินกาลมาลีปกรณ์” เรื่องตำนานพระพุทธรูปแก่นจันทร์ว่าได้สร้างวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุนนาค) แล้วอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทร์มาประดิษฐานในวัดนี้ ความว่า
“…ยังมีอุบาสกผู้หนึ่งชื่อโมลีเป็นคนอยู่ในแคว้นพะเยา ได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นั้น มาบูชาในวัดปทุมาราม 60 ปี ต่อจากนั้น เจ้านครพะเยาพระนามว่า ยุทธสัณฐิระ ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทน์องค์นั้นมาประดิษฐานบูชาในวิหารวัดดอนชัย..”
ในวัดป่าแดงฯ มีเจดีย์ทรงกลมองค์ใหญ่ ส่วนฐานชั้นล่าวก่อด้วยอิฐ เหนือฐานแปดเหลี่ยมขึ้นไปก่อด้วยหินทราย
อาจารย์ศักดิ์ชัย สายสิงห์อธิบายว่ารูปทรงของเจดีย์องค์นี้ไม่สามารถศึกษารายละเอียดได้มากนักเนื่องจากถูกคนร้ายลักลอบขุดทำลายหลายครั้ง โดยเฉพาะส่วนฐานและส่วนยอด แต่เท่าที่เหลือหลักฐานให้ศึกษาคือเหนือฐานเขียงสี่เหลี่ยม ยกพื้นสูงเป็นลานประทักษิณก่อด้วยอิฐ เหนือขึ้นไปเป็นส่วนของฐานแปดเหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น เหนือส่วนนี้คือฐานกลมก่อด้วยหินซ้อนกันอีก 3 ชั้น จึงถึงฐานบัวถลา3 ชั้น รองรับองค์ระฆังทรงกลม
ลักษณะทรงเจดีย์ที่มีองค์ระฆังกลมรองรับด้วยชั้นบัวถลา 3 ชั้นนี้ เป็นแบบเฉพาะของเจดีย์ทรงกลมสมัยสุโขทัย อาจเปรียบเทียบได้กับเจดีย์ในล้านนาที่รับอิทธิพลเจดีย์ของสุโขทัยมาใช้ เช่นทีวัดป่าแดงหลวง นอกเมืองเชียงใหม่ เป็นต้น (พระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา – วิทยานิพนธ์ของศักดิ์ชัยสายสิงห์ เสนอต่อบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร – 2532)
แต่จากการศึกษาของพระธรรมวิมลโมลี ที่พบพระพุทธรูปหินทรายรุ่นเก่าที่วัดนี้ และพบว่าองค์เจดีย์มีฐานเดิมเป็นอิฐแล้วสร้างเจดียฺหินทรายทับลงไปแสดงว่าบริเวณนี้เคยเป็นวัดมาก่อนที่ยุทธิษฐิระจะสร้างเจดีย์ทรงกลมทับบนเจดีย์เดิม (เมืองพะเยา – สุจิตต์ วงศ์เทศ บรรณาธิการ – สำนักพิมพ์มติชน จัดพิมพ์เมื่อพฤศจิกายน 2527 – หน้า 120 )
ชื่อ “วัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุนนาค”มาจากชื่อวัด 2 วัดที่มีอาณาเขตติดต่อกัน คือวัดป่าแดงหลวงดอนไชย กับวัดบุณนาค เมื่อรวมพื้นที่วัดทั้ง 2 เข้าด้วยกันจึงเรียกชื่อรวมกันด้วยเพื่อรักษาร่องรอยเก่าแก่
พระธรรมวิมลโมลี (เมื่อดำรงสมณสักดิ์ พระโสมณธรรมมุนี) ได้เรียบเรียงเรื่องราวของวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุณนาคไว้ว่า ตามตำนานว่าเป็นพี่น้องกันสร้างขึ้นอยู่ห่างกันประมาณ 5 เส้น วัดป่าแดง หลวงดอนไชยอยู่ทางทิศเหนือ วัดบุณนาคอยู่ทางิทศใต้ เป็น โบราณสถานมีโบราณวัตถุมาก เดิมเป็นวัดร้างมาหลายร้อยปี ต่อมา พ.ศ. 2493 คณะกรรมการทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสร่วมกันบูรณะก่อสร้างเจดีย์ขึ้นเพื่อให้เป็นสถานที่บรรจะพระบรมสารีรึกธาตุที่ขุดได้เมื่อ พ.ศ. 2484 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ – ตำนานวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุญนาค – 20 มกราคม 2518 - และคัดสาระสำคัญมาพิมพ์ไว้ท้ายเล่มนี้แล้ว)

หลวงพ่อนาค

หลวงพ่อนาคเป็นพระพุทธรูปทองคำขนาดหน้าตักกว้าง 12 นิ้ว พบที่วัดป่าแดงฯ และมีจารึกที่ฐานพระพุทธรูประบุว่ายุทธิษฐิระเป็นผู้สร้างไว้เมื่อ พ.ศ. 2019
ประวัติการพบพระพุทธรูปองค์นี้ พระครูศรีวิลาสวชิรปัญา อดีตเจ้าคณะบริเวณเมืองพะเยา มีบันทึกว่า
“วันที่ 27 สิงหาคม 2460 มีคนประมาณ 10 คนขุดพระเจดีย์วัดพญาร่วงหรือวัดบุญนาค ขนเอาพระพุทธรูปองค์เล็ก องค์ใหญ่และพระแก้ว พระทองคำเพชรนิลจินดาของมีค่าออกขาย..”
พระธรรมวิมลโมลี (เมื่อดำรงสมณศักดิ์ที่พระราชวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา) เขียนไว้ในหนังสือ “เมืองพะเยา” ว่า พวกผู้ร้ายจะขนพระพุทธรูป “หลวงพ่อนาค” องค์นี้ล่องจังหวัดลำปาง ไปได้ครึงทางก็ถูกเจ้าหน้าที่ตามจับได้ที่หมู่บ้านร้อง อำเภองาว จัดได้แล้วส่งกลับคืนนำไปฟ้องร้องกันในศาล ๆ สั่งปล่อย และยึดพระพุทธรูปเอาไว้ ภายหลังมาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาจังหวัดเชียงราย พระดุลปรีชาไวน้อมเกล้าฯ ถวายพระพุทธรูปองค์นี้ ต่อมาพระองค์พระราชทานให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ

รอยพระพุทธบาท

รอยพระพุทธบาทมี 2 รอยคู่กัน สลักลงบนหินชนวน แต่ละรอยมีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ยาว 2 เมตร
ภายในรอยพระพุทธบาทรอยหนึ่งมีลวดลายอีกรอยหนึ่งไม่มีลวดลาย
รอยพระพุทธ่บาทที่มีลวดลาย อาจารย์ศักดิ์ชัยสายสิงห์ ได้ศึกษาไว้ว่ามีลักษณะดังนี้
บริเวณของโดยรอบสลักเป็นภาพพระพรหมมี 4 พักตร์ 4 กร ในท่าพนมมือและถือดอกไม้ มีภาพเทวดาในท่าต่าง ๆ เช่นท่าเหาะ ท่าอัญชลี เป็นต้น ภาพเทวดาเหล่านี้มีลายดอกไม้ประกอบ
ลักษณะเครื่องทรงเทวดาซึ่งเป็นมงกุฎ มีเส้นประภามณฑปวัดศรีชุม และรอยพระพุทธบาทซึ่งพบทีสุโขทัย เช่นที่วัดตระพังทอง เป็นต้น
ลักษณะการสร้างลายธรรมจักรและมงคล 108 ประการ จากรอยพระพุทธบาทนี้ มีปรากฏในลังกาพุกาม และสุโขทัย เชื่อว่าคติในการสร้างรอยพระพุทธบาทนั้นเกิดขึ้นที่เขาสุมนกูฎในลังกา จากนั้นคงแพร่หลายเข้ามาในสุโขทัย ตามที่ปรากฏในจารึกหลักที่ 3 สุโขทัยวา พระยาลิไทให้คนไปพิมพ์รอยพระพุทธบาทจากเขาสุมนกูฎ แล้วมาสร้างรอยพระพุทธบาทขึ้นหลายองค์และอัญเชิญไปประดิษฐานบนยอดเขาตามเมืองต่าง ๆ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับรอยพระพุทธบาทนี้ไว้ 2 ประการ (จากบทความเรื่อง “ข้อมูลใหม่ – ข้อคิดใหม่ เกี่ยวกับเชียงแสน –พะเยา” – วารสารเมืองโบราณ – ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม 2524 )- หน้า 18-19 ) คือ
1. รอยพระพุทธบาทรอยหนึ่งน่าจะทำมาจำสุโขทัยสมัยที่พระยายุทธิษฐิระอพยพผู้คนมาพึ่งพระเจ้าติโลกราช และได้เป็นเจ้าเมองพะเยา ครั้งนั้นยุทธิษฐิระอาจนำรอยพระพุทธบาทจากยอดเขาแห่งใดแห่งหนึ่งในเมืองศรีสัชนาลัยซึ่งกล่าวไว้ในศิลาจารึก และสันนิษฐานว่ารอยพระพุทธบาทที่นำมานั้นคงเป็นรอยที่ไม่มีลวดลายส่วนรอยที่มีลวดลายน้ำทำขึ้นใหม่
2. . รอยพระพุทธบาททั้ง 2 รอยอาจไม่มีความสัมพันธ์กับแคว้นสุโขทัย และสันนิษฐานว่ารอยที่มีลวดลายเป็นฯแผ่นเก่า เชื่อว่าทั้งสุโขทัยและพะเยาได้ต้นแบบมาจากเมืองพุกามและเมืองพุกามจำลองมาจากลังกา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจารย์ศักดิ์ชัย สายสิงห์ พิจารณาว่าจากลักษณะลวดลายที่ปรากฏบนรอยพระพุทธบาทนั้น สามารถเปรียบเทียบได้ใกล้เคียงกับลวดลายบนรอยพระพุทธบาทในสมัยสุโขทัย เช่นที่วัดตระพังทอง และภาพสลักที่วัดศรีชุม เป็นต้นลักษณะลวดลายดังกล่าวสามารถเปรียบเทียบได้กับลวดลายในศิลปลังกา และจากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ . แสดงให้เห็นว่าสุโขทัยน่าจะรับรูปแบบโดยตรงมาจากลังกา และรอยพระพุทธบาที่พะเยาก็มีคามใหล้เคยงกับสุโขทัยอย่างมาก ดังนั้นจึงน่าจะรับมาจากสุโขทัยมากกว่า ทั้งนี้อาจจะนำมาจากสุโขทัยโดยตรงนสมัยพระยายุทธิษฐิระ หรืออาจทำขึ้นใหม่ที่พะเยาโดยสร้างเลียนแบบสุโขทัยก็ได้
รอยพระพุทธบาทคู่นี้ พระธรรมวิมลโมลี (เมื่อดำรงสมณศักดิ์ พระราชวิสุทธิโสภณ) เขียนเล่าไว้ว่าขุดพบโดยบังเอิญเมื่อ พ.ศ. 2446 ภายหลัง่จึงอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดศรีโคมคำเมื่อ พ.ศ. 2466 (มีรายละเอียดอยู่ในหนังสือ – ประวัติและตำนานพระเจ้าตนหลวง และพระพุทธบาทจำลอง – วัดศรีโคมคำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา จัดพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2526 และคัดสาระสำคัญมาพิมพ์ไว้ ท้ายเล่มนี้แล้ว)

พระพุทธรูปแก่นจันทร์

พงศาวดารโยนกบันทึกไว้ว่า พระพุทธรูปแก่นจันทน์เป็นพระยืน มีฐานแทนสูง 6 นิ้ว พระองค์สูง 22 นิ้ว วัดโดยรอบพระองค์ได้ 23 นิ้วครึ่ง
มีตำนานกล่าวว่า เป็นของโบราณเมืองสุวรรณภูมิ ครั้นเมืองสุวรรณภูมิเกิดศึก ราชบุตรพระเจ้าสุวรรณภูมิสององค์พี่น้องพากันหนีข้าศึกมา พระเชษฐาทรงนามพระอาทิตยราชได้พระพุทธปฏิมากรแก่นจันทร์แดงองค์นี้มาตั้งอยู่ ณ เมืองแจ้ตาก พระอนุชาทรงนามพระจันทรราชกุมารได้พระบรมธาตุมาตั้งอยู่ตำบลลำปางแว่นแคว้นเขลางค์นคร
พระแก่นจันทร์ได้สถิตอยู่ ณ เมืองแจ้ตาก นานประมาณ 300 ปี เมืองแจ้ตากเกิดภัยพิบัติ จึงพระพุทธรักขิตมหาเถรเชิญพระแด่นจันทน์องค์นี้ไปไว้เมืองแจ้ห่ม พระยาหลวงคำแดงเจ้าเมืองแจ้ห่มรับอุปัฎฐากไว้
ครั้นพระยาหลวงคำแดงถึงอนิจกรรมแล้วบุตรชายได้ครองเมืองแทน เป็นสหายกับท้าวตาแหวนนายบ้านสบสอย จึงท้าวตาแหวนจัดได้แก่นไม้จันทน์อันมีค่าแสนคำไปใหแก่บุตรพระยาคำแดงผู้ครองเมืองแจ้ห่ม ขอแลกเปลี่ยนเอาองค์พระปฏิมากรแก่นจันทร์ไปไว้บูชา ณ ตำบลสบสอย
พระพุทธปฏิมากรได้อยู่ที่เมืองแจ้ห่ม 10 ปี แล้วไปอยู่บ้านสบสสอยอีก 10 ปี จึงพระสีโวหะเถระ อีกนัยหนึ่งเรียกว่าพระสีวัตตะเถระ เป็นพระมหาเถรอยู่เมืองแจ้ตาก ได้ไปอาราธนามาจากตำบลสบสอยนำมาไว้ตำบลบ้านพลูในแขวงเมืองแจ้ตาก
อยู่มาชาวเมืองแจ้ตากสร้างอารามที่ตำบลกิ่วหมิ่น จึงเชิญพระจันทน์พิมพ์มาไว้ในอารามนั้นได้ 73 ปี เมืองแจ้ตากเกิดศึก มีบุรุษผู้หนึ่งชื่อปู่เมามาอาราธนนพระพุทธจันทน์พิมพ์องค์นี้ไปไว้ ณ วัดหนองบัว แขวงเมืองพะเยา นานได้ 30 ปี
จึงพระยาเชลียงซึ่งมาสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้าติโลกมหาราช ๆ ได้ครองเมืองพะเยานั้นสร้างวัดดอนไชย แล้วมาอาราธนาไปประดิษฐานไว้ ณ วิหารวัดดอนไชย
จนกิตติศัพท์ทราบถึงพระเจ้าติโลกมหาราชเจ้านครเชียงใหม่ โปรดให้พระธรรมเสนามาเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ อโศการาม เมืองนครเชียงใหม่
พระปฏิมากรแก่นจันทร์สถิตอยู่ ณ อโศการามวิหาร เมืองเชียงใหม่ 15 ปี ครั้นถึงแผ่นดินพระยอดเชียงรายได้เป็นเจ้าเชียงใหม่ หมื่นหน่อเทพครู้เชื้อวงศ์พระยาเชลียงยุทิศเจียงได้ทูลขอกลับคือไปไว้เมืองพะเยาดังเก่า
ต่อมาถึงแผ่นดินพระเมืองแก้วได้เป็นเจ้าเชียงใหม่จึงได้เชิญกลับไปไว้ ณ วัดศรีภูมิเมืองนครเชียงใหม่ภายหลังจึงเชิญเข้าประดิษฐานไว้ในโบสถ์วัดโพธาราม

ยุทธิษฐิระถูกปลด

มีจารึกพะเยาหลักหนึ่ง (ทะเบียน พย.45)บอกศักราชตรงกับ พ.ศ.2021 เล่าว่าเจ้าพันหลวงได้นิมนต์พระเถระจากที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญกุศล “สมเด็จพระราชาอโสกราช ได้เสด็จมาสดับพระธรรมเทศนา จึงอนุโมทนาด้วยกับการบุญของเจ้าพันหลวง
อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ อธิบายถึงเรื่องนี้ว่าพระนาม “สมเด็จพระราชาอโสกราช” ที่พบในจารึกเมืองพะเยาหลักนี้ ไม่น่าจะหมายถึงผู้อื่นใดนอกเหนือไปจากพระยายุทธิษฐิระผู้ครองเมืองพะเยาอยู่ในขณะนั้น (โดยใช้นามที่เจ้านายสุโขทัยนิยมใช้กัน)
อาจกล่าวได้ว่าขณะนั้นพระยายุทธิษฐิระมีอำนาจค่อนข้างมากทางฟากตะวันออกของแคว้นล้านนาตลอดไปจนสุดแคว้นล้านนาฟากตะวันออก ชนกับเขตแดนของแคว้นสุโขทัยหรือเมืองเหนือของกรุงศรีอยุธยา การเรียกตัวเองว่าเป็นสมเด็จพระราชาอสกราช จึงเป็นการยกย่องกันเองว่าเป็นสมเด็จพระราชาอโสกราช จึงเป็นการยกย่องกันเองในกลุ่มของพระยายุทธิษฐิระและเหล่าบริวารของพระองค์
การยกย่องตนเองขึ้นเป็ฯสมเด็จพระราชาอโสกราชของพระยายุทธิษฐิระนั้น ไม่น่าจะเป็ฯผลดีสำหรับพระองค์ เพราะได้ปรากฏเรื่องราวที่น่าสนใจในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2022 หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ได้เล่าว่าในปีนั้นพระเจ้าติโลกราชได้ทราบข่าวเกี่ยวกับพระแก่นจันทร์ซึ่งพระยายุทธิษฐิระมาตั้งแต่ พ.ศ. 2000 และประดิษฐานอยู่ที่วัดดอนไชย (คือวัดป่าแดงหลวงดอนไชยบุนนาคในปัจจุบัน) จึงโปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดอโสการามเมืองเชียงใหม่ ปรากฎการณ์เช่นนี้ไม่ควรมองข้ามไป แต่น่าจะมีความหมายอันเป็นนัยสำคัญอยู่ด้วย
ในการอัญเชิญพระพุทธรูปแก่นจันทร์มาเมืองเชียงใหม่นั้น พงศาวดารโยนกกล่าวว่าได้นำมาโดยผ่านทางเมืองน่าน เมืองแพร่ เขลางค์ ลำพูน เชียงใหม่ ซึ่งเป็นเส้นทางที่อ้อมลงใต้แล้ววกขึ้นเหนือ ซึ่งมีเส้นทางอื่นที่ไม่ต้องอ้อมไปน่านกับแพร่ก็ได้ แต่เมื่อพิจารณาว่าเมืองน่านมืองแพร่นั้นคือขอบเขตอำนาจของพระยายุทธิษฐิระแล้ว การนำพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองพะเยาตระเวนไปเช่นนั้น ก็เพื่อประกาศพระราชอำนาจของพระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ว่าทรงมีอยู่เหนือพระยายุทธิษฐิระอย่างแท้จริง และศูนย์อำนาจของล้านนานั้นอยู่ที่พระองค์ (บัลลังก์ที่เชียงใหม่) เพียงแห่งเดียว
อาจารย์พิเศษอ้างถึงจารึกวัดป่าเหียง (ทะเบียนพย.5 ) พ.ศ. 2026 ที่มีความตอนท้ายกล่าวว่า “ลูกพระเป็นเจ้า” มาดูการฝังฤกษืเพื่อนำความเจริญสวัสดีมาสู่พระเจ้าแผ่นดิน คำว่า “พระเป็นเจ้า” นั้นหมายถึงกษัตริย์เชียงใหม่คือพระเจ้าติโลกราช ดังนั้น “ลูกพระเป็นเจ้า” จึงหมายถึงยุทธิษฐิระที่พระเจ้าติโลกราชยกขึ้นเป็นลูก และการที่จารึกไม่เรียกโดยใช้คำที่เป็นตำแหน่งหรือนามบรรดาศักดิ์เหมือนที่เคยใช้นั้น แสดงว่าขณะนั้นพระยายุทธิฐิระถูกปลดจากการเป็นเจ้าเมืองพะเยาแล้ว และถูกเรียกคืนนามบรรดาศักดิ์ด้วย ซึ่งนับว่าดีที่ไม่ถูกฆ่า อันเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจต่อไปถึงความคิดของพระเจ้าติโลกราชที่มีต่อยุทธิษฐิระหรือราชวงศ์พระร่วง สุโขทัย
 
ที่มา: เอกสารเผยแพร่. สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. โครงการส่งเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวภาคเหนือ
(จ.พะเยา). พ.ศ.2550. หน้า 5-54
เปิดอ่าน :: 134901 ครั้ง
3vilCod3 Was Hacked This site
๒๙ กรกฎาคม วันภาษาไทยแห่งชาติ
“รอยพระบาทในหลวง”หนึ่งเดียวในเมืองไทยที่ จ.เชียงราย
นิราศ 9 เรื่อง ของสุนทรภู่
สุนทรภู่ มหากวีของโลก (วันสุนทรภู่ 26 มิถุนายน 2550)
สนามกอล์ฟ (สมุทรสาคร-สระบุรี)
สนามกอล์ฟ (สมุทรปราการ)
สนามกอล์ฟ (ภูเก็ต-ระยอง-ราชบุรี)
สนามกอล์ฟ (พระนครศรีอยุธยา-พังงา-เพชรบุรี)
สนามกอล์ฟ (ปทุมธานี-ประจวบคีรีขันธ์)
สนามกอล์ฟ (นครปฐม-นครราชสีมา)
สนามกอล์ฟ (เชียงราย-เชียงใหม่-นครนายก)
สนามกอล์ฟ (ชลบุรี)
สนามกอล์ฟ (กาญจนบุรี-ฉะเชิงเทรา)
สนามกอล์ฟ (กรุงเทพมหานคร)
พระบรมสารีริกธาตุ ตอน1
พระบรมสารีริกธาตุ ตอน2
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน9)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน8)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน7)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน6)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน5)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน4)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน3)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน2)
แอ่งอารยธรรมเมืองพะเยา (ตอน1)
พระเชียงแสนสี่แผ่นดิน
ภูเขาหรือเทือกเขาที่สำคัญของไทย
กิจกรรมวันสงกรานต์
งานสำคัญบุญสงกรานต์
นางสงกรานต์
เกร็ดความรู้เกี่ยวกับชา
นมัสการ พระธาตุประจำปีเกิด (12 ปีนักษัตร)
“ถ้ำ: อาณาจักรแห่งความลี้ลับ”
ไทลื้อมาจากไหน??
เหตุใดถึงชื่อ "พระเจ้านั่งดิน" อันซีนไทยแลนด์
อาหารว่าง..จาก..สิบสองปันนา..ข้าวแรมฟืน
Untitled Document